GIVING IS THE GREATEST WEALTH: LALISA CHONGBARAMI

GIVING IS THE GREATEST WEALTH: LALISA CHONGBARAMI

ลลิสา จงบารมี ชื่อนี้ในแวดวงสังคมเซเลบริตี้และแวดวงศิลปะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเธอคือ Art Lover และ Collector งานศิลปะคนสำคัญของเมืองไทย หญิงผู้งามสง่า อีกทั้งยังกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว ร่าเริง แม้จะอยู่ในวัย 71 ปีแล้วก็ตาม และด้วยรัศมีแห่งมิตรภาพ ความเอื้ออาทรที่มีต่อคนรอบข้าง การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเป็นที่รักของทุกคน MULTIMILLIONAIRE THAILAND ได้รับเกียรติจากเธอเปิดบ้าน La Lisa Riverfront Villas & Museum of Arts อาณาจักร 5 ไร่ ริมแม่น้ำป่าสัก จ.พระนครศรีอยุธยา ต้อนรับเรา... จากบรรทัดนี้จะพาคุณไปรู้จักกับตัวตนและแนวคิดในการใช้ชีวิตที่มีแต่ให้ของเธอคนนี้ ซึ่งอาจจะกลายเป็น Role Model ของใครหลายคนต่อไปก็เป็นได้



เรียนรู้โลกกว้าง เปิดทางสู่โลกแห่งศิลปะ...
คุณลลิสาเป็นลูกหลานเจ้าสัวโรงสี ย่านท่าราชวงศ์และตรอกกัปตันบุช ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันคือบริเวณโรงแรมรอยัลออคิด เชอราตัน จรดริเวอร์ซิตี้ หลังจากจบมัธยมศึกษาในเมืองไทยก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ฉากชีวิตจึงพลิกจากบทคุณหนูสู่นักสู้ผู้เรียนรู้โลกกว้าง เพราะต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง กระทั่งสร้างครอบครัวอยู่ที่นั่นและมีบุตรสาว 1 คน คุณลลิสาใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐฯ นานถึง 31 ปี และได้กลับมาเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2539 ขณะอายุ 51 ปี หลังจากกลับมาอยู่เมืองไทยชื่อของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จักในหลายวงการ เพราะเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่นจึงมีบทบาทมากมายทางสังคม เช่น เป็นทูตวัฒนธรรมและการศึกษาให้กับโครงการของ Walt Disney World ซึ่งเป็น Non-profit Organization ที่รัฐฟลอริดา USA ทำหน้าที่คัดสรรเยาวชนไทยให้ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ Disney University โดยออก Q1 Visa ให้เอง รับหน้าที่นี้อยู่ราว 4 ปีครึ่ง สามารถช่วยให้เด็กไทยได้ทุนไปศึกษาที่สหรัฐฯ กว่า 400 คน นอกจากนี้ยังเป็นอดีตนายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย เป็นประธานคณะกรรมการบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เฮดควอเตอร์ จำกัดเป็นประธานกรรมการ อยุธยา บารมี รีสอร์ท เป็นประธานคณะกรรมการมูลนิธิศิริวัฒนเกษม เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ หอศิลป์แห่งชาติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นบุคคลตัวอย่างประจำปี 2545 เคยเป็นผู้ร่วมบุกเบิกและช่วยประสานนำเข้าพันธุ์ไม้จากสหรัฐอเมริกาให้กับโครงการแม่ฟ้าหลวง ปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนริเริ่มและร่วมถือหุ้นโรงพยาบาล MedPark เนื่องจากเห็นว่าโรงพยาบาลเป็นสถานที่ ได้ช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการเยียวยาและรักษาพยาบาลแบบ New Normal นอกจากนี้อีกบทบาทหนึ่งที่ทำด้วยใจรักและความหลงใหลในงานศิลปะคือการเป็นประธานมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร ซึ่งคุณลลิสาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธินี้ขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้ว เพื่อต้องการช่วยเหลือศิลปินไทย โดยปัจจุบันมีศิลปินอยู่ในการดูแลกว่า 100 ชีวิต รวมทั้งศิลปินคนพิเศษ (พิการ) อีกเกือบ 20 ชีวิต 

มูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร จัดตั้งโดยคุณลลิสาร่วมกับกลุ่มคณาจารย์จิตรกร ประติมากร และผู้รักงานศิลปะ เพื่อแสดงความห่วงใย เอื้ออาทร และเกื้อกูลกันในกลุ่มศิลปิน ส่งเสริมงานศิลปะ อนุรักษ์งานเขียนไทย สร้างขวัญกำลังใจแด่ศิลปินผู้สร้างผลงานสู่สังคมและแวดวงผู้ชอบสะสมงานศิลปะให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างคุณค่าผลงานผ่านการจัดนิทรรศการ อันเป็นที่มาของรายได้เพื่อใช้เป็นทุนช่วยเหลือศิลปิน เป็นค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ได้ป่วย และสนับสนุนสวัสดิการแก่ศิลปินยามประสบปัญหาในการดำรงชีวิต ซึ่งภาครัฐให้การช่วยเหลือได้ไม่เพียงพอ การได้เข้ามาผูกพันกับกลุ่มศิลปินกระทั่งก่อตั้งมูลนิธิธารศิลป์ รักษ์จิตรกรขึ้นนั้นมาจากความรักในงานศิลป์เป็นพื้นฐาน ซึ่งความหลงใหลในงานศิลปะเกิดขึ้นเมื่อครั้งไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ที่นั่นมีแกลเลอรี่มากมาย เธอเล่าว่า “ทุกครั้งที่เดินดูในแกลเลอรี่ รู้สึกว่าทำไมรูปมันสวยงามจัง เรายืนดูเหมือนต้องมนต์สะกด แต่ละรูปใช้เวลามองเป็นนาน มันจะค่อยๆ ซึมซับ กระทั่งเกิดเป็นความรักในภาพจิตรกรรม จากนั้นก็เริ่มซื้อรูปมาเก็บไว้ที่บ้านเป็นร้อยๆ ใบ เป็นรูปของศิลปินฝรั่งต่างชาติ ตั้งแต่ราคา 10-10,000 เหรียญ ซึ่งมีทั้งรูปจริง และรูป Limited Edition มากมาย”



การเป็นนักสะสมงานศิลป์เริ่มต้นตั้งแต่คุณลลิสาอายุเพียง 21-22 ปี กระทั่งกลับมาเมืองไทยก็ได้รู้จักกับศิลปินหลายท่าน และเริ่มสะสมชิ้นงานของศิลปินชาวไทย นับแต่นั้นผลงานของศิลปินที่ไม่ค่อยมีใครได้ แต่มาอยู่ในครอบครองของคุณลลิสาก็มีไม่น้อย ปัจจุบันเธอได้สร้าง Museum ไว้ในบริเวณบ้าน ทั้งที่อยุธยาและกรุงเทพฯ เพื่อเก็บภาพที่สะสมไว้ นอกจากนี้ด้วยความสนใจในการเขียนภาพมาตั้งแต่เด็ก คุณลลิสาจึงฝากตัวเป็นศิษย์กับศิลปินชั้นครูหลายท่าน เพื่อเรียนรู้การวาดภาพ เช่น อาจารย์แนบ โสตถิพันธุ์, ศาสตราจารย์อารี สุทธิพันธุ์, อาจารย์อุดมลักษณ์ ทรงสุวรรณ, อาจารย์อังคาร กัลยณพงศ์ และอาจารย์ศุภกิจ อุตตรนคร ฯลฯ ผลงานภาพวาดจากฝีมือของคุณลลิสาล้วนถ่ายทอดจินตนาการผ่านเทคนิคเฉพาะตัว สร้างสรรค์ความงดงามสู่ชิ้นงานอันน่าพิสมัยจำนวนมาก ซึ่งทุกครั้งที่เธอจับพู่กันจะเกิดสมาธิโลดแล่นแม้เวลาผันผ่านกี่วันคืนก็ไม่อาจรั้งจินตนาการของเธอได้ 

“เรื่องการสะสมภาพ จะเลือกจากความชอบอย่างเดียว ภาพเขียนต้องสามารถสื่อเสมือนพูดคุยโต้ตอบกับเราได้ การจะซื้อรูปเราไม่ได้อ่านชื่อคนวาด แต่จะดูที่ผลงาน เอกลักษณ์ในการเขียน เราเห็นคุณค่าในรูป นั้นๆ เราเป็นคนเสพงานศิลป์มาทั้งชีวิต ปัจจุบันนี้ก็ถือเป็นคนหนึ่งที่สร้างงานศิลป์ วาดได้ ทำให้เข้าใจงานศิลปะลึกซึ้งมากกว่าแค่เป็นผู้ซื้อหรือเสพ และเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราเห็นอาจารย์ที่สอนเราเริ่มเจ็บป่วย ก็คิดว่าถึงเวลาสนับสนุนช่วยดูแลศิลปินไทย จึงก่อตั้งมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกรขึ้น และตามเจตนารมณ์ในการตั้งมูลนิธิฯ ผ่านมากว่า 15 ปี ก็ถือว่าได้ช่วยกระตุ้นวงการศิลปะไทยให้ตื่นตัวขึ้นอย่างมหาศาล เราเป็นคนนอกวงการที่ทำให้ศิลปินเปลี่ยนวิธีการยังชีพ ทำให้ศิลปินมีความมั่นใจในการยืนในสังคมพร้อมที่จะแสดงงาน มีความมั่นใจว่าทำงานไปแล้วได้มูลค่าคุ้มคุณค่าของงาน เมื่อเจ็บป่วยเราดูแลช่วยรักษากัน ภายในบริเวณบ้านที่อยุธยาจึงได้สร้างบ้านไว้อีกหลายหลังเพื่อเป็นที่พำนักของศิลปินหลังการรักษาพยาบาล พร้อมดูแลอาหารและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น” และนี่คือหนึ่งบทบาทแห่งการให้ของคุณลลิสา ที่ยังคงดำเนินอยู่กระทั่งปัจจุบัน



การเป็น ‘ผู้ให้’ คือความปิติอันสุขใจ
“พี่มีคุณพ่อเป็นต้นแบบของการเป็น ผู้ให้ สมัยเด็กติดตามคุณพ่อตลอด ไปไหนคุณพ่อก็ ให้ อย่างเดียว ท่านมีเมตตามาก นี่คือความยิ่งใหญ่ของพ่อ ซึ่งเราก็ซึมซับและก็ทำตามโดยไม่รู้ตัว ทุกครั้งที่เราได้ให้ จะเห็นผู้รับมีรอยยิ้ม เราจึงเกิดความปิติทันที ดังนั้นการให้คือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ไม่ว่าจะทำอะไรไม่เคยคิดว่าเราได้อะไร แต่จะเป็นคนให้ก่อนเสมอ หลังจากนั้นผลที่ได้กลับมาไม่ต้องหวัง เบื้องบนจะเป็นคนตอบโจทย์เองว่าเราจะได้รับอะไรคืนมา แค่คำขอบคุณเราก็มีความสุขแล้ว คนเราแค่คิดจะให้ ให้ใจ ให้เวลา ให้คำพูดที่ดี ให้ความคิดที่ดี ให้คำแนะนำที่ดี ให้กำลังใจคน ให้ทรัพย์เท่าที่เราจะให้ได้ ช่วยเท่าที่เราจะช่วยได้ อย่างการเป็นทูตวัฒนธรรมและการศึกษา เมื่อสามารถช่วยให้เด็กได้รับการอนุมัติทุนการศึกษา ได้รับโอกาสออกไปสู่โลกกว้าง และสั่งสมประสบการณ์ ก็ทำให้เราเกิดความปิติ การช่วยประสานงานริเริ่มนำพันธุ์ไม้จากอเมริกา เช่น กระบองเพชร ไม้ใบเขียว เพื่อปลูกในโครงการแม่ฟ้าหลวง การตั้งมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร เพื่อช่วยเหลือศิลปินก็เช่นกัน เราคิดเลยว่าการกลับมาอยู่แผ่นดินแม่ หน้าที่คือการคืนกำไรจากประสบการณ์ให้แผ่นดินที่เราเกิด ดังนั้นการทำมูลนิธิหรือการที่ช่วยเหลือโครงการต่างๆ จึงทำเพื่อคนไทย และแผ่นดินไทย”

ด้วยใจที่คิดจะให้ดังนั้นทุกโครงการหรือกิจกรรมที่คุณลลิสาเข้าไปสัมผัสมักประสบความสำเร็จ เพราะเธอใส่ หัวใจ บวก พลัง เข้าไปในทุกกิจกรรมที่มีส่วนร่วม ไม่เพียงการทำประโยชน์เพื่อสังคมเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนเธอก็ยังเป็นผู้ให้คำปรึกษา เป็นที่พึ่งพาของคนรอบตัวยามมีทุกข์ และเป็นคนที่มักจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นก่อนจะถูกร้องขอ เพราะเธอมีทัศนคติในการมองชีวิตที่คมคายและไม่เคยจำนนต่อเงื่อนไขใดๆ 

“การที่เราเป็นมนุษย์ที่สร้างคุณความดีให้กับสังคมและคนอื่นได้ เราต้องเริ่มด้วย คิดดี เป็นข้อแรก เมื่อคิดดีแล้วจง พูดดี อย่าเอาความคิดที่คิดดีเก็บไว้กับตัวเองคนเดียว แต่จงเอาทั้งคิดดีและพูดดีมา ปฏิบัติดี ทั้ง 3 ข้อนี้ ให้นำมาใช้กับชีวิต จึงจะพบความสุข บางครั้งทำทั้ง 3 ข้อนี้แล้วแต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผลทันใด จงอย่าลดละเลิกความพยายามและความตั้งใจ แต่จงหมั่นทำต่อไป เหมือนคำที่ว่า ทุ่มให้สุดตัว ร้องให้สุดคำ รำให้สุดแขน แพนให้สุดปีก จึงจะประสบความสำเร็จ แต่คนมักพ่ายแพ้เพราะขาดความเพียรพยายาม พี่เชื่อว่าไม่มีอะไรจะทำไม่ได้ เมื่อได้คิดพิจารณาดีแล้ว ไปให้สุดตัวเลย ทำอะไรพุ่งไปเลย 200% อย่าเสียใจถ้ายังไม่สำเร็จ หากเราใส่หัวใจลงไป ทุกสิ่งก็ไม่พ้นความสามารถ ชีวิตพี่เป็นอย่างนี้มาเสมอ บางคนคิดว่าคงทำไม่ได้ ก็เท่ากับแพ้ตั้งแต่คิดแล้ว ปิดประตูตัวเอง ดังนั้นจะทำอะไรเราต้องดึงขั้วบวก Positive Thinking ออกมาก่อน เมื่อเราสั่งความคิดของตัวเราเองไปในเชิงบวกจะทำให้คิดดี จากนั้นจะมีพลังมาจากไหนไม่รู้ พี่จึงเป็นคนที่มีพลังตลอดเวลา แล้วพี่ก็จะส่งพลังบวกนี้ออกไปให้ทุกคน จึงทำให้มีกัลยาณมิตรเยอะ เวลาจัดกิจกรรมอะไรก็ตามที่พี่เป็นหัวเรือพี่จะบอกทุกคนว่ามันต้องสำเร็จ แล้วมันก็สำเร็จลุล่วงเสมอ เพราะเมื่อเจออุปสรรคพี่จะยึดคติ ว่า ท ท ท ไม่ใช่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนะ แต่คือ ทำทันที แก้ไขทันที พี่เป็น Trouble Shooter ไม่ชอบคำว่า ปัญหา เพราะสะกด ไม่เป็น ไม่ยอมรับคำนี้ คิดเสียว่าติดขัดตรงไหนจะแก้ไขทันที เพราะอะไรจึงต้องทำทันที เราไม่รอพรุ่งนี้ เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะตื่นไหม หากทำทันทีเราจะกำไรหนึ่งวัน ถ้าทำพรุ่งนี้เท่ากับขาดทุนไปวันหนึ่งเพราะต้องมานั่งแก้สิ่งเก่าอีก มีอุปสรรคใดให้แก้ไขวันนี้เลย กลับบ้านไปนอนหลับสบาย ไม่ต้องรอพรุ่งนี้ ทุกคนมีทุกข์ทั้งนั้น อย่าไปยึดติดอย่าไปเกาะติดกับมันให้รีบแก้ไขเสีย พรุ่งนี้จะได้มีสิ่งดีๆ ใหม่ๆ เข้ามา”



กายละเอียด นำกายหยาบเสมอ ไม่ยึดติดความทุกข์
จากการบริหารความคิดของคุณลลิสาทำให้เข้าใจและสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณที่ทรงพลังของเธอ แม้ชีวิตจะดำเนินมาถึง 71 ปีแล้ว แต่ดูเหมือนความทุกข์จะทำอะไรหญิงแกร่งคนนี้ไม่ได้ “ในการใช้ชีวิตพี่ใช้ใจนำเสมอ ใจเป็นสุข เดี๋ยวกายดีเอง พี่แยกกายละเอียดออกจากกายหยาบ จิตคือกายละเอียด ร่างกายคือกายหยาบ และใช้กายละเอียดนำกายหยาบเสมอ อย่าเอาไปเกาะติดกัน เพราะถ้าปล่อยให้กายหยาบเป็นนาย หากป่วยเราจะนอนติดเตียง เพราะใจมันแพ้ ดังนั้นถ้าจิตเรามุ่งมั่น คิดเสียว่าเรายืมกายหยาบเขามาใช้ ถึงเวลาก็เป็นธุลี อย่าเกาะติดกับความรู้สึก ถ้ายึดถือก็คือทุกข์แท้ๆ ถ้าเราทุกข์ให้หลบไปนั่งอยู่กับตัวเองสักพัก แล้วใช้สติแยกแยะ ใช้จิตนำ เมื่อแยกแยะออกแล้ว ปล่อยวางให้เร็ว ทิ้งให้เร็ว ทุกข์แป๊บเดียวก็หลุด ทุกอย่างเป็นสิ่งสมมุติหมด ไม่ใช่ของเรา อย่ายึดติดประเสริฐที่สุด ทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้มีความสุขมากที่สุด เท่านี้ก็ได้เปรียบกำไรที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วหละ”   
หลากหลายข้อคิดจากคุณลลิสาที่ถ่ายทอดล้วนมีนัยของการ ให้ ในทุกจังหวะชีวิตของเธอ ซึ่งในโลกแห่งความจริง ไม่มีใครจะเป็นเหมือนใครได้ แต่ความคิดเล็กๆ ของคนๆ หนึ่ง อาจเป็นแรงบันดาลใจ เปลี่ยนชีวิตของใครบางคนให้ดียิ่งขึ้นก็เป็นได้