DISCOVERING HEALTHY THROUGH THE PRECEPT OF FOOD AS MEDICINE พิจารณา อาหารเป็นยา ผ่านหลักธรรม นำพ้น โรค

DISCOVERING HEALTHY THROUGH THE PRECEPT OF FOOD AS MEDICINE พิจารณา อาหารเป็นยา ผ่านหลักธรรม นำพ้น โรค


พระพุทธภาษิตที่ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ คือสัจธรรมที่มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนา พระราชพุทธิมุนี (ม.ล.คิวปิด ปิยโรจโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ท่านมักจะสอน และให้แง่คิดแก่ศิษย์และฆราวาสพึงตระหนักถึงการดูแลสุขภาพด้วยการพิจารณาอาหารผ่านธรรมอยู่เสมอ เพื่อให้ทุกคนห่างไกลจากโรค ซึ่งท่านได้ฝากคำสอนของพระพุทธองค์และข้อคิดของท่านถึงผู้อ่าน MULTIMILLIONAIRE THAILAND เป็นแนวทางปฏิบัติไว้ในฉบับนี้

ความหมายของ โรค นั้น พระพุทธองค์ได้แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ โรคทางกายกับโรคทางใจ พระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับโรคทางใจมากกว่าโรคทางกาย สุขภาพกายเป็นเพียงบันไดให้เราไต่ไปสู่จุดหมาย เพราะในที่สุดแล้วมนุษย์ควรจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยการมีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ ดังนั้นความหมายของ ความไม่มีโรค อีกนัยหนึ่งจึงหมายถึง พระนิพพาน คือเป็นบรมสุข

พระพุทธเจ้าเสวยพระกระยาหารวันละมื้อเดียว และไม่เสวยเวลากลางคืน ประโยชน์คือ เจ็บป่วยน้อย ลำบากกายน้อย เบากาย กระปรี้กระเปร่า มีกำลังและอยู่อย่างผาสุก ส่วนการตามใจปาก ก็คือการตามใจกิเลส ติดในรส เป็นความโลภประเภทหนึ่ง การทานอาหารมากเกิน ย่อมทำให้ ได้รับเวทนา คือความอึดอัด มีสรีระที่เกินประมาณ เคลื่อนไหวลำบาก เกิดความเสื่อมต่างๆ ไม่กระฉับ กระเฉง ทั้งทางกายและความคิดสติปัญญา แก่เร็ว และนำไปสู่โรคภัยต่างๆ ทำให้อายุสั้นได้ดังเช่น พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเอาไว้ใน มาคัณฑิยสูตร ว่า “ความไม่มีโรคนั้นคือข้อนี้ นิพพาน นั้นคือข้อนี้ ถ้าเธอพึงรู้ความไม่มีโรค จะพึงเห็นนิพพานได้”

“จะเห็นว่าโรคนั้นนอกจากเกิดจากพันธุกรรมหรืออุบัติเหตุแล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดจากสิ่งที่เราทานเข้าไป โปรดสังเกตว่าอาหารที่ดีมีประโยชน์มักจะไม่อร่อยและสด ต้องรู้จักป้องกัน ปรุงให้สะอาด ส่วนอาหารที่มีโทษเป็นภัยแก่ร่างกายในภายหน้าจะเป็นอาหารที่อร่อย สะอาด ปลอดภัยจากเชื้อโรค จึงทำให้เกิดติดใจในรสชาติ เมื่อไม่ประมาณในโภชนะ จนทำให้แสวงหารสชาติเดิมๆ บ่อยๆ ใส่ร่างกายประจำมากเกินจำเป็น รวมถึงใช้ร่างกายด้วยท่าทางซ้ำซาก หมกมุ่น ขาดการพักผ่อน ออกกำลังกาย ขาดการชื่นชมธรรมชาติคือสายลมและแสงแดด สาละวนอยู่กับการทำชีวิตให้งวดเข้าๆ โดยเข้าใจว่านั่นคือความเจริญในอาชีพในชีวิต จึงเป็นที่มาแห่งการสะสมโรค

ดังนั้นเมื่อเจ็บไข้ขึ้นจากการไม่ประมาณในโภชนะ ตามใจปากและขาดการดูแลตัวเองที่ดีจึงเกิดเป็นโรคที่ต้องหาหมอรักษา ซึ่งพบว่า “อาหารของหมอ” และ “อาหารของคนไข้” นั้นมักจะมีความหมายสวนทางกัน อาหารของหมอประกอบไปด้วยธาตุสี่ คือโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ เป็นสมุฏฐานในการรักษา แต่อาหารของคนไข้นั้นคือกิเลสประกอบด้วยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความชื่นชอบในรสชาติ คือสมุฏฐานที่มาแห่งโรค ดังนั้นความพอดีของหมอและคนไข้ก็คือหลักธรรม ไม่ใช้กิเลสนำชีวิต แต่ต้องมีระเบียบวินัยในการบริโภค ห้ามใจให้เป็น มีสติ รู้จักพิจารณาอาหาร รู้จักประมาณในโภชนะ ซึ่งควรมีความรู้ว่าร่างกายสร้างด้วยอะไร ควรเลือกทานอาหารอย่างถูกต้อง เมื่อมีโรคพยายามรักษาตัวเองด้วยการเปลี่ยนแปลงชนิดอาหารในชีวิตประจำวันให้เป็นยารักษา หากรู้จักพิจารณาให้ดีก่อน ก็จะได้อาหารที่ตนชอบและเสริมสร้างร่างกายไปด้วย โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดแต่ปากคือความอยากก็จะหมดไป ทั้งนี้ผู้ที่เข้าใจความต้องการของร่างกาย แยกแยะความถูกต้องได้ ก็มักจะปฏิบัติธรรมได้ดีและรวดเร็ว ประสบความสำเร็จ มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม นำประโยชน์สู่ตนและส่วนรวมด้วยความมีสติสมบูรณ์นั่นเอง

ดังนั้นบุคคลผู้มีสติ มีเหตุผล มีความประหยัด สามารถควบคุม มีวินัยในการใช้จ่าย ย่อมเป็นพื้นฐานของการควบคุมปากในการบริโภคได้ดี ทานอาหารครบหมู่ ที่ประกอบด้วยธาตุสี่อันเป็นส่วนเดียวกับร่างกายและพิภพ ย่อมห่างไกลจากโรค ย่อมปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอได้ไม่ยาก การทานอาหารแต่พอเพียงไม่ก่อโรคจึงสามารถดับทุกข์ได้ทางกาย ส่วนธรรมะสามารถดับทุกข์ทางใจได้ ตราบจนสามารถขจัดจนสิ้นความไม่มีโรค นั่นคือ เข้าถึงซึ่ง พระนิพพาน”



นี่คือแนวคิดทางธรรมที่ช่วยให้เราพิจารณาทุกข์อันเกิดจากการทานอาหาร ซึ่งทางการแพทย์นั้นก็มีหลักการไม่ต่างกันที่สนับสนุนแนวคิดนี้ชัดเจน โดย คุณหมอแตง พญ.ศศินี โภคโต เจ้าของบงกชมาด สหคลินิก นนทบุรี และสถานพยาบาลรวมแพทย์พัทลุง ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ฝังเข็ม และการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพชะลอวัยระดับยีน ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันประสานกับศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่อาศัยแนวทางธรรมชาติได้อธิบายถึงอาหารเป็นยาไว้ดังนี้



“ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป ผู้คนใช้ชีวิตบนความเร่งรีบ วัฒนธรรมการกินอยู่เปลี่ยนไป ลืมดูแลตัวเองจนเกิดเป็นโรคที่มาจากความเคยชินและพฤติกรรมของตัวเอง คือขาดการดูแลอาหารที่ดี ทั้งที่อาหารเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต เป็นพลังงานในทุกเซลล์ของร่างกาย หากเราดูแลเรื่องอาหารอันเป็นพื้นฐานสุขภาพให้ดีก็จะห่างไกลโรค การปรับการใช้ชีวิตให้เรียบง่ายขึ้นเข้าสู่วิถีธรรมชาติ เดินทางสายกลางหรือนำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสร้างภาวะสมดุล การดูแลตัวเองด้วยอาหารที่ดีคือต้องทานให้ครบหมู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ทานอาหารธรรมชาติที่ไม่มีการปรุงแต่ง ทานเป็นมื้อ ไม่ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากมายตามโฆษณาโดยไม่รู้ว่าร่างกายขาดสารอาหารนั้นจริงหรือไม่ แต่ควรเติมเฉพาะสิ่งที่ขาดจริงๆ หากทำได้ดังนี้อาหารก็จะเป็นยา ในวันข้างหน้าก็ไม่ต้องทานยาเป็นอาหาร”

แล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าแท้จริงแล้วร่างกายขาดอะไร ควรเติมหรือ ลดสิ่งใด คุณหมอแตงอธิบายถึงศาสตร์ Functional Medicine การรักษาและป้องกันโรคโดยวิเคราะห์หาความผิดปกติที่เกิดภายในร่างกายก่อนที่มีอาการเจ็บป่วยภายนอก นัยหนึ่งก็คือค้นหาสิ่งที่ร่างกายขาดเพื่อเติมสิ่งนั้นสร้างสุขภาพให้สมดุลเพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคหรือรักษาโรคที่เป็นแล้วนั่นเอง



“เมื่อทานอาหารส่วนที่มีประโยชน์ร่างกายจะเก็บไว้ใช้ แต่ส่วนที่เป็นโทษมักอยู่ในรูปอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดปฏิกิริยา Oxidation กับสารภายในเซลล์ ทำให้เซลล์เสื่อมและตาย ถ้าร่างกายแข็งแรง ระบบ Anti-oxidation และระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดอนุมูลอิสระออกได้เกือบหมด แต่ถ้าร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง เช่น อายุเพิ่มขึ้น ระดับฮอร์โมนลดลง หรือความเครียดมากขึ้น กินอาหารไม่สมดุล จะทำให้ระบบนี้ด้อยประสิทธิภาพลง และก่อให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้น

การทำงานของเซลล์ในร่างกาย (Metabolism) หากระบบเหล่านี้ ผิดปกติจะเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ซึ่งสามารถรู้ได้ก่อนโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการ ด้วยการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ เป็นการตรวจลึกถึงระดับเซลล์ เราไม่ได้ตรวจว่าคุณเป็นโรคอะไรอยู่ แต่ตรวจดูการทำงานของร่างกายระดับเซลล์โดยรวมว่าปกติดีหรือไม่ มีการสะสมของสารพิษหรือสารอนุมูลอิสระมากน้อยเท่าไร มีแนวโน้มจะป่วยเรื้อรังเป็นโรคอะไรบ้าง เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคมะเร็ง โรค Autoimmune ต่างๆ เป็นต้น ผลการตรวจจะเป็นตัวชี้วัด วิเคราะห์ เพื่อที่หมอจะได้ให้คำแนะนำว่าต้องเติมสารอาหารที่ขาด ลดสิ่งที่เกินในคนที่ยังไม่มีโรคเพื่อป้องกัน ส่วนคนที่มีโรคอยู่แล้วก็เพื่อรักษาให้อาการของโรคนั้นดีขึ้น โดยปรับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายให้กลับมาสมดุล สิ่งที่หมออยากบอกคือ เราทุกคนสามารถเป็นหมอของตัวเองได้ พฤติกรรมที่ผ่านมาอาจทำให้เป็นโรค จึงควรปรับการกินอาหารทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วย ดังคำว่า You are what you eat จึงเป็นประโยชน์ ในการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรค เอาอาหารเป็นยาในวันนี้เพื่อจะได้ลดยาเป็นอาหารในวันหน้าค่ะ”

Bhongkochmard Saha Clinic (Acupuncture, Medical Spa & Medifood)
Tel : 081 916 5556
Facebook : www.facebook.com/bhongkochmard